ก ล้ า ม เ นื้ อ หั ว ใ จ ต า ย

Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)

หัวใจของเราเป็นอวัยวะหนึ่งที่ทำงานหนักที่สุดตลอดชีวิตโดยไม่คิดยื่นใบลาพักร้อน การปั๊มเลือดซึ่งมีสารอาหาร และ ออกซิเจนไป เลี้ยงสมอง และ อวัยวะสำคัญทั่วร่างกาย จำเป็นต้องอาศัยกล้ามเนื้อและหลอดเลือดหัวใจที่แข็งแรง เมื่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ เกิดการอุดตันขึ้น กล้ามเนื้อ หัวใจที่ ขาดเลือดส่วนหนึ่งจะหยุดทำงาน ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตตั้งแต่แรกจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Ventricular fibrillation) ที่ไม่เกิดการบีบตัว หรือ อาจตาย จากภาวะหัวใจวายในเวลาต่อมา การรักษาที่ทันท่วงที รวมทั้งการ ปฏิบัติการกู้หัวใจ และการเปิดหลอดเลือดที่อุดตัน ให้เลือดไหลผ่านโดยเร็ว จะสามารถ ช่วยชีวิตผู้ป่วย และป้องกันภาวะแทรกซ้อน ที่อาจจะเกิดตามมาได้ บทความนี้ต้องการจะเน้นถึงความเข้าใจอย่างง่ายๆในการเกิดโรค และความรู้ ในปัจจุบัน ที่ใช้รักษาโรคนี้ เพื่อเป็นแนวทาง ในการป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

infarct.gif (55482 bytes)
ภาพตัดขวางแสดงกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างด้ายซ้ายตาย
เห็นเป็นสีช้ำๆ เนื่องจากเลือดออก ส่วนสีขาวเป็นแนวด้านบน เกิดจากแผลเป็น
จากกล้ามเนื้อหัวใจตายมาก่อน

รอยโรคจากอดีตที่ยังเป็นปัญหาในปัจจุบัน

จากการตรวจมัมมี่พระศพของกษัตริย์ Merneptah ฟาโรห์องค์หนึ่งแห่ง Exodus ดินแดนในอียิปต์โบราณ เมื่อพันกว่าปีก่อน คริสตกาล ได้มีการพบหลักฐาน การเกิดผนังหลอดเลือดแดงแข็งตัว (Atherosclerosis) ซึ่งต่อมาเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นสาเหตุ เบื้องต้นของโรคนี้ แต่มนุษย์ยังต้องใช้เวลานับพันปีกว่าที่จะ เรียนรู้ถึงกลไก และสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคนี้ ซึ่งในปัจจุบันได้กลายเป็น สาเหตุการตายอันดับ 1 ของประชากรในซีกโลกตะวันตก ในประเทศ สหรัฐอเมริกา เองถึงแม้จะมีความก้าวหน้าทาง วิชาการสูง และมีแนวโน้มของอัตราตายจากโรคนี้ลดลง แต่ก็ยังมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ไม่ต่ำกว่า 500,000 คนต่อปี และ มีผู้ป่วยจากภาวะ กล้ามเนื้อหัวใจตายราว 1.2 ล้าน คนต่อปี สำหรับในประเทศไทยนั้นกลับตรงข้าม แม้เราจะไม่ทราบสถิติที่แน่นอน แต่การเกิด โรคนี้มี แนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกที และพบมากขึ้นในคนอายุน้อยลง แม้ในช่วงอายุเพียง 30-40 ปี

ไขมันตัวร้าย ผู้ก่อโรค

จากการศึกษาในปัจจุบันบ่งชัดว่าโรคนี้เริ่มเกิดที่ผนังของหลอดเลือดแดงเอง โดยมีการสะสมของไขมันโคเลสเตอรอลที่ผนังด้านใน ไขมันนี้ได้มา จากสัตว์ เท่านั้น ร่างกายของเราได้รับโคเลสเตอรอลมาจาก 2 แหล่ง คือจากภายนอก ได้จากอาหารที่มีไขมันสูง (เช่น หมูหัน ขาหมู มันไก่ ไข่แดง สมอง หอย นางรม ฯลฯ ) และจากภายในร่างกายเองโดยการ สร้างของตับ เราอาจแบ่งไขมัน โคเลสเตอรอลออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ โคเลสเตอรอลที่มีขนาดใหญ่ แต่มีความหนาแน่นน้อยเรียกว่า แอล-ดี-แอล (Low Density Lipoprotein Cholesterol) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญ ที่ทำให้ผนังหลอดเลือดเสื่อม และโคเลสเตอรอล ชนิดที่มีขนาดเล็ก แต่มีความหนาแน่นสูงที่เรียกว่า เอช--ดี-แอล (High Density Lipoprotein Cholesterol) เจ้าตัวหลังนี้จะกลับเป็นพระเอก ช่วยขนถ่าย แอล-ดี-แอล. ที่ผนังหลอดเลือดกลับไปทำลายที่ตับ เมื่อมาถึงตรงนี้ก็คงนึกภาพออกว่าผู้ที่มีไขมันชนิด แอล-ดี-แอลสูง หรือ เอช-ดี-แอล ต่ำ ก็จะทำให้ เกิดการ สะสมของไขมันในผนังมากและเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด

กล่าวกันว่าในชายอเมริกันที่มีอายุเกิน 30 ปีขึ้นไป ร้อยละ 90 จะมี แอล-ดี-แอลสะสมที่ผนังหลอดเลือด จากการศึกษาพบว่า การสะสมของไขมัน นี้เกิดตั้งแต่ ในช่วงวัยรุ่นโดยมีลักษณะเป็นปื้นไขมันเล็กๆสีเหลืองซึ่งอาจหายไปได้เอง หรือหายไปได้หลังจาก ได้รับการรักษา แต่ในรายที่มี แอล-ดี-แอลในเลือด สูงการสะสมจะเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นแอ่งในไขมันในผนังโดยมีพังผืดหุ้มไว้บางๆ เมื่อเกิดเคราะห์หามยามร้าย พังผืด ซึ่งทำหน้าที่ เป็นเปลือกหุ้มไขมัน นี้เกิดปริแตกออก ก็จะทำให้ไขมันข้างใต้ออกมาสัมผัสกับเม็ด เลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงจับกันเป็นกลุ่มเกิดการอุดตัน หลอดเลือดเส้นนั้นทันที เป็นผล ให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เฉียบพลัน ณ จุดนี้การรักษาที่ได้ผลดีที่สุดก็ คือการขจัดก้อนเลือดที่อุดตันนี้โดยเร็ว ซึ่งอาจทำได้ด้วย การให้ยาละลาย ลิ่มเลือด หรือ การใช้ลูกโป่งขยายหลอดเลือด บางครั้งการปริแตกที่เกิดมีไม่มากเป็นผลให้ ก้อนเลือดที่เกิดมีขนาดไม่ใหญ่นัก ก็จะไม่เกิดการ อุดตันของหลอด เลือด หากแต่จะมีการซ่อมแซม โดยอาศัยเนื้อเยื่อพังผืด และ หินปูนในเวลาต่อมาเป็นเหตุให้มีการหนาตัวเพิ่มขึ้น ของรอยโรค ที่ผนังและจะเบียดรู หลอดเลือดให้ตีบแคบลงในที่สุด

แพทย์รักษาหลอดเลือดหัวใจอุดตันกันอย่างไร

การเกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเนื่องจากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจอุดตันนับเป็นภาวะฉุกเฉินที่อันตรายยิ่ง เพราะผู้ป่วยอาจเสียชีวิต ทันทีถึงครึ่งหนึ่ง ณ ที่เกิดเหตุ โดยมีสาเหตุจากการนำไฟฟ้าที่ผิดปกติเป็นผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ การใช้ไฟฟ้าช็อคหัวใจให้กลับมา เต้นปกติร่วมไปกับการปั๊มหัวใจ และช่วยการหายใจ อย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถ รักษาชีวิตผู้ป่วยไว้ได้ในขั้นต้น

ขั้นต่อมาคือจะต้องรีบเปิดเส้นเลือดที่อุดตันให้เร็วที่สุดเพราะยิ่งเวลาผ่านไป (เกิน 6 ชม.) ผนังกล้ามเนื้อที่ขาดเลือดก็จะยิ่งถูกทำลาย และ อาจทำให้เกิด ภาวะหัวใจวายในเวลาต่อมา

ยาละลายลิ่มเลือดเป็นสารพวกเอ็นไซม์ที่จะละลายลิ่มเลือดที่เกิดขึ้น แพทย์จะให้ยานี้ทางหลอดเลือดดำ ผลที่ตามมาคือผู้ป่วยจะมี ภาวะเลือดแข็งตัวช้า ดังนั้นในผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติร่วมด้วย (เช่นในทางเดินอาหาร ในสมอง) ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดใหม่ๆ หรือมีประวัติแพ้ยา ก็จะไม่สามารถ ให้ยา กลุ่มนี้ได้ โดยทั่วไปยาในกลุ่มนี้จะสามารถเปิดเส้นเลือดได้ผลในราว ร้อยละ 50-70

ในโรงพยาบาลที่มีห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ และมีทีมงานที่พร้อม แพทย์ผู้ชำนาญจะสามารถใช้ ลวดเล็กๆสอดผ่านหลอดเลือด ที่ตันและทำการขยายหลอด เลือดด้วยลูกโป่ง วิธีนี้พบว่า สามารถเปิดหลอดเลือดได้สำเร็จถึงกว่าร้อยละ90 และพบว่าได้ ประโยชน์มากในรายที่ผู้ป่วยเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อย่างมากจนช็อค

โรคอันตรายที่คุณอาจป้องกันได้

ผลการศึกษาในระยะ 5 ปีที่ผ่านมาจากหลายสถาบันยืนยันว่า ผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง ถ้าได้รับการลดไขมันลงมาในระดับที่ ปลอดภัยจะสามารถลด การสะสมของไขมันที่ผนังหลอดเลือดได้ ทำให้หลอดเลือดตีบน้อยลงหรืออย่างน้อยก็ไม่ตีบมากขึ้นได้ แต่ทั้งนี้จำเป็นต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2-3 ปี นอกจากนั้นแล้วยังสามารถลดอัตราตายจากโรคนี้ รวมทั้งอุบัติการณ์ในการเกิด โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันลงราวร้อยละ 40-70

หลักปฏิบัติที่ควรทราบคือ

4.1 การควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียวเพื่อลดไขมันในเลือดนั้นได้ผลน้อย (สามารถลดไขมันได้ราว ร้อยละ 10) ดังนั้นหากไขมันในเลือดสูงมากควรควบคุม อาหารร่วมกับการออกกำลังกายและรับประทานยาลดไขมันในเลือดร่วมด้วย

4.2 การเจาะเลือดตรวจไขมัน หากไขมันโคเลสเตอรอลสูงควรตรวจไขมันอย่างละเอียด คือ โคเลสเตอรอลรวม แอล-ดี-แอล เอช-ดี-แอล ไตรกลีเซอไรด์

4.3 ในผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ควรพยายามลดระดับ แอล-ดี-แอลให้ต่ำกว่า 100 มก./ดล. หรือ ระดับ โคเลสเตอรอล.รวมให้ต่ำกว่า 200 มก./ดล.

4.4 การควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง(ถ้ามี) ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย (น้อยกว่า 140/90 มม.ปรอท) ร่วมกับ การหยุดสูบบุหรี่ เป็นสิ่งที่จำเป็น ที่ต้องทำควบคู่กันไป ในควันบุหรี่มีสารพิษหลายสิบชนิด ซึ่งทำให้ผนังหลอดเลือดถูกทำลายเพิ่มขึ้น

4.5 การออกกำลังกายชนิดแอโรบิค ร่วมกับการลดน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน จะช่วยทำให้ระดับ เอช-ดี-แอล ในเลือดสูงขึ้น แต่ท่านควรปรึกษาแพทย์ ประจำตัวของท่านให้แน่ใจถึงความปลอดภัยเสียก่อนจะเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกาย

โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเป็นโรคร้ายแรงที่มีอัตราตายสูง และมีภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะถ้าไม่ได้รับการแก้ไข รักษาให้ทันเวลา การป้องกันเสียก่อนที่โรคจะเกิดขึ้นจึงเป็นหัวใจสำคัญ โดย เฉพาะการควบคุมไขมัน เบาหวาน ความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และงดสูบบุหรี่ เป็น สิ่งที่จำเป็นที่ท่านสามารถทำได้ หากมีความตั้งใจเพียงพอ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของชีวิตท่าน ซึ่งมีค่าประมาณ มิได้สำหรับบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัวของท่าน

infarctanimation.gif (156828 bytes)
ภาพ Animation แสดงการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย
เนื่องจากหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

home_sm_blk.gif (1765 bytes)
ถามคำถามโรคหัวใจ  questionmark.gif (3358 bytes)

Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)

เรียบเรียงโดย นอ.นพ.กัมปนาท วีรกุล อายุรแพทย์โรคหัวใจ อยากรู้เรื่องอะไร ขอให้บอก WebMaster
แนะนำเว็บ    รู้จักหัวใจ   อาการ   การตรวจ   การรักษา    ยาหัวใจ    บทความ    Links    ศูนย์หัวใจ


Thai.to Banner Exchange