ก ล้ า ม เ นื้ อ หั ว ใ จ ต า ย |
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
หัวใจของเราเป็นอวัยวะหนึ่งที่ทำงานหนักที่สุดตลอดชีวิตโดยไม่คิดยื่นใบลาพักร้อน การปั๊มเลือดซึ่งมีสารอาหาร และ ออกซิเจนไป เลี้ยงสมอง และ อวัยวะสำคัญทั่วร่างกาย จำเป็นต้องอาศัยกล้ามเนื้อและหลอดเลือดหัวใจที่แข็งแรง เมื่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ เกิดการอุดตันขึ้น กล้ามเนื้อ หัวใจที่ ขาดเลือดส่วนหนึ่งจะหยุดทำงาน ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตตั้งแต่แรกจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Ventricular fibrillation) ที่ไม่เกิดการบีบตัว หรือ อาจตาย จากภาวะหัวใจวายในเวลาต่อมา การรักษาที่ทันท่วงที รวมทั้งการ ปฏิบัติการกู้หัวใจ และการเปิดหลอดเลือดที่อุดตัน ให้เลือดไหลผ่านโดยเร็ว จะสามารถ ช่วยชีวิตผู้ป่วย และป้องกันภาวะแทรกซ้อน ที่อาจจะเกิดตามมาได้ บทความนี้ต้องการจะเน้นถึงความเข้าใจอย่างง่ายๆในการเกิดโรค และความรู้ ในปัจจุบัน ที่ใช้รักษาโรคนี้ เพื่อเป็นแนวทาง ในการป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ภาพตัดขวางแสดงกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างด้ายซ้ายตาย
เห็นเป็นสีช้ำๆ
เนื่องจากเลือดออก
ส่วนสีขาวเป็นแนวด้านบน
เกิดจากแผลเป็น
จากกล้ามเนื้อหัวใจตายมาก่อน
รอยโรคจากอดีตที่ยังเป็นปัญหาในปัจจุบัน
จากการตรวจมัมมี่พระศพของกษัตริย์ Merneptah ฟาโรห์องค์หนึ่งแห่ง Exodus ดินแดนในอียิปต์โบราณ เมื่อพันกว่าปีก่อน คริสตกาล ได้มีการพบหลักฐาน การเกิดผนังหลอดเลือดแดงแข็งตัว (Atherosclerosis) ซึ่งต่อมาเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นสาเหตุ เบื้องต้นของโรคนี้ แต่มนุษย์ยังต้องใช้เวลานับพันปีกว่าที่จะ เรียนรู้ถึงกลไก และสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคนี้ ซึ่งในปัจจุบันได้กลายเป็น สาเหตุการตายอันดับ 1 ของประชากรในซีกโลกตะวันตก ในประเทศ สหรัฐอเมริกา เองถึงแม้จะมีความก้าวหน้าทาง วิชาการสูง และมีแนวโน้มของอัตราตายจากโรคนี้ลดลง แต่ก็ยังมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ไม่ต่ำกว่า 500,000 คนต่อปี และ มีผู้ป่วยจากภาวะ กล้ามเนื้อหัวใจตายราว 1.2 ล้าน คนต่อปี สำหรับในประเทศไทยนั้นกลับตรงข้าม แม้เราจะไม่ทราบสถิติที่แน่นอน แต่การเกิด โรคนี้มี แนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกที และพบมากขึ้นในคนอายุน้อยลง แม้ในช่วงอายุเพียง 30-40 ปี
ไขมันตัวร้าย ผู้ก่อโรค
จากการศึกษาในปัจจุบันบ่งชัดว่าโรคนี้เริ่มเกิดที่ผนังของหลอดเลือดแดงเอง โดยมีการสะสมของไขมันโคเลสเตอรอลที่ผนังด้านใน ไขมันนี้ได้มา จากสัตว์ เท่านั้น ร่างกายของเราได้รับโคเลสเตอรอลมาจาก 2 แหล่ง คือจากภายนอก ได้จากอาหารที่มีไขมันสูง (เช่น หมูหัน ขาหมู มันไก่ ไข่แดง สมอง หอย นางรม ฯลฯ ) และจากภายในร่างกายเองโดยการ สร้างของตับ เราอาจแบ่งไขมัน โคเลสเตอรอลออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ โคเลสเตอรอลที่มีขนาดใหญ่ แต่มีความหนาแน่นน้อยเรียกว่า แอล-ดี-แอล (Low Density Lipoprotein Cholesterol) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญ ที่ทำให้ผนังหลอดเลือดเสื่อม และโคเลสเตอรอล ชนิดที่มีขนาดเล็ก แต่มีความหนาแน่นสูงที่เรียกว่า เอช--ดี-แอล (High Density Lipoprotein Cholesterol) เจ้าตัวหลังนี้จะกลับเป็นพระเอก ช่วยขนถ่าย แอล-ดี-แอล. ที่ผนังหลอดเลือดกลับไปทำลายที่ตับ เมื่อมาถึงตรงนี้ก็คงนึกภาพออกว่าผู้ที่มีไขมันชนิด แอล-ดี-แอลสูง หรือ เอช-ดี-แอล ต่ำ ก็จะทำให้ เกิดการ สะสมของไขมันในผนังมากและเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด
กล่าวกันว่าในชายอเมริกันที่มีอายุเกิน 30 ปีขึ้นไป ร้อยละ 90 จะมี แอล-ดี-แอลสะสมที่ผนังหลอดเลือด จากการศึกษาพบว่า การสะสมของไขมัน นี้เกิดตั้งแต่ ในช่วงวัยรุ่นโดยมีลักษณะเป็นปื้นไขมันเล็กๆสีเหลืองซึ่งอาจหายไปได้เอง หรือหายไปได้หลังจาก ได้รับการรักษา แต่ในรายที่มี แอล-ดี-แอลในเลือด สูงการสะสมจะเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นแอ่งในไขมันในผนังโดยมีพังผืดหุ้มไว้บางๆ เมื่อเกิดเคราะห์หามยามร้าย พังผืด ซึ่งทำหน้าที่ เป็นเปลือกหุ้มไขมัน นี้เกิดปริแตกออก ก็จะทำให้ไขมันข้างใต้ออกมาสัมผัสกับเม็ด เลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงจับกันเป็นกลุ่มเกิดการอุดตัน หลอดเลือดเส้นนั้นทันที เป็นผล ให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เฉียบพลัน ณ จุดนี้การรักษาที่ได้ผลดีที่สุดก็ คือการขจัดก้อนเลือดที่อุดตันนี้โดยเร็ว ซึ่งอาจทำได้ด้วย การให้ยาละลาย ลิ่มเลือด หรือ การใช้ลูกโป่งขยายหลอดเลือด บางครั้งการปริแตกที่เกิดมีไม่มากเป็นผลให้ ก้อนเลือดที่เกิดมีขนาดไม่ใหญ่นัก ก็จะไม่เกิดการ อุดตันของหลอด เลือด หากแต่จะมีการซ่อมแซม โดยอาศัยเนื้อเยื่อพังผืด และ หินปูนในเวลาต่อมาเป็นเหตุให้มีการหนาตัวเพิ่มขึ้น ของรอยโรค ที่ผนังและจะเบียดรู หลอดเลือดให้ตีบแคบลงในที่สุด
แพทย์รักษาหลอดเลือดหัวใจอุดตันกันอย่างไร
การเกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเนื่องจากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจอุดตันนับเป็นภาวะฉุกเฉินที่อันตรายยิ่ง เพราะผู้ป่วยอาจเสียชีวิต ทันทีถึงครึ่งหนึ่ง ณ ที่เกิดเหตุ โดยมีสาเหตุจากการนำไฟฟ้าที่ผิดปกติเป็นผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ การใช้ไฟฟ้าช็อคหัวใจให้กลับมา เต้นปกติร่วมไปกับการปั๊มหัวใจ และช่วยการหายใจ อย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถ รักษาชีวิตผู้ป่วยไว้ได้ในขั้นต้น
ขั้นต่อมาคือจะต้องรีบเปิดเส้นเลือดที่อุดตันให้เร็วที่สุดเพราะยิ่งเวลาผ่านไป (เกิน 6 ชม.) ผนังกล้ามเนื้อที่ขาดเลือดก็จะยิ่งถูกทำลาย และ อาจทำให้เกิด ภาวะหัวใจวายในเวลาต่อมา
ยาละลายลิ่มเลือดเป็นสารพวกเอ็นไซม์ที่จะละลายลิ่มเลือดที่เกิดขึ้น แพทย์จะให้ยานี้ทางหลอดเลือดดำ ผลที่ตามมาคือผู้ป่วยจะมี ภาวะเลือดแข็งตัวช้า ดังนั้นในผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติร่วมด้วย (เช่นในทางเดินอาหาร ในสมอง) ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดใหม่ๆ หรือมีประวัติแพ้ยา ก็จะไม่สามารถ ให้ยา กลุ่มนี้ได้ โดยทั่วไปยาในกลุ่มนี้จะสามารถเปิดเส้นเลือดได้ผลในราว ร้อยละ 50-70
ในโรงพยาบาลที่มีห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ และมีทีมงานที่พร้อม แพทย์ผู้ชำนาญจะสามารถใช้ ลวดเล็กๆสอดผ่านหลอดเลือด ที่ตันและทำการขยายหลอด เลือดด้วยลูกโป่ง วิธีนี้พบว่า สามารถเปิดหลอดเลือดได้สำเร็จถึงกว่าร้อยละ90 และพบว่าได้ ประโยชน์มากในรายที่ผู้ป่วยเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อย่างมากจนช็อค
โรคอันตรายที่คุณอาจป้องกันได้
ผลการศึกษาในระยะ 5 ปีที่ผ่านมาจากหลายสถาบันยืนยันว่า ผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง ถ้าได้รับการลดไขมันลงมาในระดับที่ ปลอดภัยจะสามารถลด การสะสมของไขมันที่ผนังหลอดเลือดได้ ทำให้หลอดเลือดตีบน้อยลงหรืออย่างน้อยก็ไม่ตีบมากขึ้นได้ แต่ทั้งนี้จำเป็นต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2-3 ปี นอกจากนั้นแล้วยังสามารถลดอัตราตายจากโรคนี้ รวมทั้งอุบัติการณ์ในการเกิด โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันลงราวร้อยละ 40-70
หลักปฏิบัติที่ควรทราบคือ
4.1 การควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียวเพื่อลดไขมันในเลือดนั้นได้ผลน้อย (สามารถลดไขมันได้ราว ร้อยละ 10) ดังนั้นหากไขมันในเลือดสูงมากควรควบคุม อาหารร่วมกับการออกกำลังกายและรับประทานยาลดไขมันในเลือดร่วมด้วย
4.2 การเจาะเลือดตรวจไขมัน หากไขมันโคเลสเตอรอลสูงควรตรวจไขมันอย่างละเอียด คือ โคเลสเตอรอลรวม แอล-ดี-แอล เอช-ดี-แอล ไตรกลีเซอไรด์
4.3 ในผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ควรพยายามลดระดับ แอล-ดี-แอลให้ต่ำกว่า 100 มก./ดล. หรือ ระดับ โคเลสเตอรอล.รวมให้ต่ำกว่า 200 มก./ดล.
4.4 การควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง(ถ้ามี) ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย (น้อยกว่า 140/90 มม.ปรอท) ร่วมกับ การหยุดสูบบุหรี่ เป็นสิ่งที่จำเป็น ที่ต้องทำควบคู่กันไป ในควันบุหรี่มีสารพิษหลายสิบชนิด ซึ่งทำให้ผนังหลอดเลือดถูกทำลายเพิ่มขึ้น
4.5 การออกกำลังกายชนิดแอโรบิค ร่วมกับการลดน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน จะช่วยทำให้ระดับ เอช-ดี-แอล ในเลือดสูงขึ้น แต่ท่านควรปรึกษาแพทย์ ประจำตัวของท่านให้แน่ใจถึงความปลอดภัยเสียก่อนจะเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกาย
โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเป็นโรคร้ายแรงที่มีอัตราตายสูง และมีภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะถ้าไม่ได้รับการแก้ไข รักษาให้ทันเวลา การป้องกันเสียก่อนที่โรคจะเกิดขึ้นจึงเป็นหัวใจสำคัญ โดย เฉพาะการควบคุมไขมัน เบาหวาน ความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และงดสูบบุหรี่ เป็น สิ่งที่จำเป็นที่ท่านสามารถทำได้ หากมีความตั้งใจเพียงพอ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของชีวิตท่าน ซึ่งมีค่าประมาณ มิได้สำหรับบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัวของท่าน

ภาพ Animation
แสดงการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย
เนื่องจากหลอดเลือดหัวใจอุดตัน
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
เรียบเรียงโดย
นอ.นพ.กัมปนาท วีรกุล
อายุรแพทย์โรคหัวใจ
อยากรู้เรื่องอะไร ขอให้บอก WebMaster
แนะนำเว็บ
รู้จักหัวใจ
อาการ
การตรวจ การรักษา
ยาหัวใจ
บทความ
Links
ศูนย์หัวใจ
Thai.to Banner Exchange