
ความก้าวหน้าในการรักษาโรคหัวใจขาดเลือด
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
ใกล้ถึงปีคศ.2000 เข้าไปทุกทีแล้ว เรามาดูกันนะครับว่าในรอบ 5 ปีที่ผ่านมานี้ ทางการแพทย์มีความก้าวหน้าในการรักษา ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดอย่างไรบ้าง แต่ก่อนอื่นผมขอย้อนสักนิดว่า โรคหัวใจขาดเลือดส่วนใหญ่ เกิดจากการสะสมของแผ่นไขมัน ที่ผนังหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ ทำให้หลอดเลือดตีบและตัน เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด รวมทั้งกล้ามเนื้อหัวใจตายตามมา
เรื่องของยาใหม่ๆ
การอุดตันของหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจไม่ใช่เกิดจาก ไขมันอุดตัน ตามที่เข้าใจกัน แต่เกิดจากการปริ หรือ แตก ของแผ่นไขมัน ที่เกาะในผนังหลอดเลือด ผลที่ตามมาคือเกล็ดเลือดจะเข้ามาเกาะกลุ่มบริเวณรอยแตกนั้น หลังจากนั้นจะเกิด ลิ่มเลือด ขึ้น ซึ่งลิ่มเลือดเหล่านี้จะเป็นตัวการอุดตันหลอดเลือดแดง ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจไม่มีเลือดไปเลี้ยง เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย คือ Heart Attack ตามมา ดังนั้นยาที่ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ก็น่าจะช่วยลดความ รุนแรงของการอุดตันดังกล่าว เดิมเรามี แอสไพริน (Aspirin) เป็นยาหลักที่ได้รับการทดลองอย่างแน่ชัดแล้วว่าช่วยลดอัตราตายในผู้ป่วย heart attack ลงได้มาก แต่ในปีคศ.1999 นี้เรามียาใหม่กว่าแอสไพริน คือ ยาที่ออกฤทธิ์ที่ผนังของเกล็ดเลือดโดยตรงเลย ซึ่งสามารถป้องกัน การเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ได้อย่างสมบูรณ์ ดีกว่าแอสไพริน แต่อย่างไรก็ตามยานี้ต้องให้ทางหลอดเลือดดำเท่านั้น (ในขณะนี้) และราคาแพงมาก (ประมาณ 6-8 หมื่นบาทต่อการใช้ 1 ครั้ง) นอกจากนั้นแล้วยังไม่สามารถให้ซ้ำได้ เนื่องจากร่างกายสร้าง ภูมิต้านทานขึ้นต่อต้าน ดังนั้นยาราคาแพงนี้จึงถูกเก็บไว้ใช้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น ยานี้เรียกว่า Glycoprotein IIbIIIa receptor blocker ซึ่งมีหลายตัว ตัวยา(ชื่อการค้า)ที่จำหน่ายในประเทศไทยคือ ReoPro ส่วนอีกตัวหนึ่งชื่อ Tirofiban (Aggrastat) ราคาถูกกว่าและสามารถให้ซ้ำได้อีก
เรื่องการตรวจใหม่ๆ
อย่างที่เราทราบว่าโรคหัวใจขาดเลือดเกิดจากการสะสมของแผ่นไขมันในผนังหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ หลายคนอยากทราบว่า เราจะมีทางทราบไหม (โดยไม่เจ็บตัว) ว่าหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจของเรามีไขมันเกาะมากน้อยแค่ไหน เราพบว่าการสะสมของหินปูน (calcium) ที่ผนังหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ มีความสัมพันธ์กับปริมาณของไขมันที่สะสมอยู่ ปัจจุบันเราสามารถวัดปริมาณสะสมของ calcium ที่หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจได้ โดยการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ความเร็วสูง ที่เรียกว่า Electron Beam CT หรือ Ultrafast CT ซึ่งทำง่าย ไม่เจ็บตัว (เมื่อเปรียบเทียบกับการฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจโดยตรง) แต่อย่างไรก็ตาม การตรวจชนิดนี้มีข้อจำกัดด้วย คือ บอกปริมาณของ calcium (ซึ่งอาจหมายถึงปริมาณไขมัน) ที่สะสมอยู่ แต่ไม่ได้บอกว่าหลอดเลือดตีบมากหรือน้อย สะสมมากไม่ได้แปลว่าตีบมากเสมอไป แต่หากสะสมน้อยมากหรือไม่มี calcium เลย นั่นสามารถบอกได้ว่าโอกาสที่จะ ปลอดโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจมีมาก (ในขณะนั้น แต่ไม่บอกว่าในอนาคตจะไม่เป็น) ปัจจุบันเครื่อง CT แบบนี้มีที่รพ.รามาธิบดี (ศูนย์การแพทย์สิริกิตติ์) เท่านั้น
การขยายหลอดเลือดใหม่ๆ
การรักษาโรคหัวใจขาดเลือดที่สำคัญวิธีหนึ่งคือการชยายหลอดเลือดด้วยลูกโป่งหรือบอลลูน (PTCA) แต่อย่างไรก็ตาม พบว่า เกิดปัญหาตามมาบ่อย นั่นคือบริเวณที่ถูกขยายนั้น เกิดการตีบซ้ำ พบอัตราการตีบซ้ำค่อนข้างมาก ถึงร้อยละ 30-40 ใน 6 เดือนแรก จัดว่าเป็นปัญหาของแพทย์ผู้รักษา และ ของผู้ป่วยทีเดียว หลายรายต้องกลับมาขยายหลอดเลือดซ้ำ แล้วก็เกิดการ ตีบซ้ำอีก ในช่วง 5 ปีนี้ นอกจากการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนแล้ว แพทย์จะใส่ ขดลวด (stent) ซึ่งทำจากโลหะพิเศษไว้ด้วย ขดลวดนี้จะทำหน้าที่คอยค้ำหลอดเลือดไว้ไม่ให้เกิดการตีบอีก ซึ่งก็พบว่าช่วยได้มาก แต่ก็ไม่ทุกราย ยังคงเกิดการตีบซ้ำ ประมาณร้อยละ 20 อย่างไรก็ตามนับว่าดีกว่ายุคก่อน stent มาก ข้อเสียประการสำคัญ คือ ราคาแพงมาก ตกประมาณ 4-5 หมื่นบาทต่อชิ้น (ทั้งๆที่ราคาทุนไม่ถึงหมื่นบาท น่าจะมีบริษัทคนไทยผลิตเอง จะได้ขายราคาถูกกว่านี้นะครับ) แพทย์จึงพิจารณา ใส่ขดลวดนี้ในรายที่เห็นสมควร
การผ่าตัดใหม่ๆ
การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือด หรือ ที่เรียกว่าทำ บายพาส เป็นการทำทางเดินของเลือดใหม่ เพื่อให้ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ได้พอเพียง แต่เดิม การทำผ่าตัดนี้ต้องทำให้หัวใจหยุดเต้นก่อน จากนั้นส่งเลือดไปผ่านเครื่องปอด-หัวใจเทียมแทนชั่วคราว ในขณะที่ ศัลยแพทย์ทำการผ่าตัดหลอดเลือด การทำดังกล่าวทำให้การผ่าตัดยุ่งยาก ความเสี่ยงสูง หัวใจชอกช้ำจากน้ำยาที่ใช้ระหว่างหยุดเต้น ในระยะหลังนี้มีการผ่าตัด "บายพาส แบบใหม่ ที่ไม่ต้องหยุดหัวใจ หัวใจยังคงเต้นอยู่ ในขณะที่ศัลยแพทย์ทำงานต่อหลอดเลือด โดยไม่ต้องใช้เครื่องปอด-หัวใจเทียม ความเสี่ยงต่างๆลดลง แผลผ่าตัดเล็กลง (เพียงแค่ตัดซี่โครง 2-3 ซี่) เจ็บน้อยลง อยู่รพ.สั้นลง แต่อย่างไรก็ตามการผ่าตัดแบบนี้ขึ้นกับความชำนาญของศัลยแพทย์มาก และไม่สามารถทำการผ่าตัด แบบนี้ได้กับผู้ป่วยทุกราย ต้องเลือกเฉพาะรายที่เหมาะสมเท่านั้น ซึ่งทราบจากการฉีดสีดูหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจอย่างละเอียด
การสร้างหลอดเลือดใหม่ๆ
โรคหัวใจขาดเลือดเกิดจากเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอ ดังนั้นทางแก้อีกทางหนึ่งคือ จะทำอย่างไรที่จะให้มีหลอดเลือด เลี้ยงหัวใจเพิ่มมากขึ้น ความรู้ทางนี้ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ แบ่งได้เป็น 2 วิธีใหญ่ๆ คือ วิธีแรกใช้ยาหรือสาร บางชนิดฉีด เข้าหลอดเลือดเพื่อการะตุ้นการสร้างหลอดเลือดเล็กๆขึ้น โดยคาดว่าหลอดเลือดเหล่านี้จะส่งเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ได้มีการศึกษาทดลองกับหลอดเลือดที่เลี้ยงขา พบว่าได้ผลพอประมาณ เลือดไปเลี้ยงขามากขึ้น การใช้สารกระตุ้นการสร้าง หลอดเลือดแดงนี้ ยังต้องการการศึกษาและทดลองอีกมาก วิธีที่ 2 คือ การใช้แสงเลเซอร์ยิงที่กล้ามเนื้อหัวใจให้เป็นรูเล็กๆ (เส้นผ่า ศูนย์กลางไม่เกิน 1 มม.) หลายๆรู พบว่าการทำเช่นนี้จะทำให้รูเหล่านี้ทำหน้าที่คล้ายหลอดเลือดเทียม ส่งเลือดไปเลี้ยงกล้าม เนื้อหัวใจได้ ดังนั้นจึงเป็น การสร้าง หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจวิธีหนึ่ง ได้มีการศึกษาเปรียบเทียบการรักษาวิธีนี้กับการรักษาด้วยยา พบว่าการรักษาวิธีนี้ ไม่ได้ช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น แต่อย่างใด แต่สามารถลดอาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจาก กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดลงได้ ปัจจุบันวิธีนี้จึงใช้กับผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบรุนแรง ที่ไม่ สามารถรักษาได้ด้วยวิธีอื่นๆ และ มีอาการเจ็บหน้าอกที่ควบคุมไม่ได้ด้วยยาเท่านั้น ในประเทศไทยมีเครื่องมือนี้ที่รพ.วชิรพยาบาล
ความจริงยังมีความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับการป้องกัน การรักษาโรคหัวใจขาดเลือดเกิดขึ้นทุกวัน เป็นแขนงที่มีผู้สนใจวิจัยมาก รวมทั้งบริษัทต่างๆ ให้การสนับสนุน ในการวิจัยอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับโรคอื่นๆ เชื่อว่าในปีคศ.2000+ เราคงรู้จัก โรคนี้ดีขึ้นเรื่อยๆและมีการรักษาที่ดีขึ้นด้วย แต่อย่าลืมว่า การป้องกันโรค ยังเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
เรียบเรียงโดย
นพ.ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา
อายุรแพทย์โรคหัวใจ
อยากรู้เรื่องอะไร ขอให้บอก WebMaster
แนะนำเว็บ
รู้จักหัวใจ
อาการ
การตรวจ การรักษา
ยาหัวใจ
บทความ
Links
ศูนย์หัวใจ
Thai.to Banner Exchange