อาหารเสริม    ดีจริงอย่างที่เขาว่าหรือ

Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)

ยุคปัจจุบันนี้จะเห็นว่ามีผลิตภัณฑ์อาหารเสริม หรือ เสริมอาหาร ออกวางขาย และ โฆษณากันอย่างมาก มีทั้งที่เป็นอาหารจริงๆ และ สมุนไพร ที่เป็นที่ฮือฮา เช่น กวาวเครือ ยิ่งขายผลิตภัณฑ์เหล่านี้ผ่านขบวนการขายตรง ก็ยิ่งทำให้ “ความมหัศจรรย์” ของอาหาร เสริมมีมากขึ้น เนื่องจาก ถูกขยายสรรพคุณโดยเหล่าตัวแทนนั่นเอง การโฆษณาผ่านสื่อต่างๆมีข้อจำกัดทางกฎหมาย หากโฆษณา ด้วย “ปาก” แล้ว จับผิดยาก แต่บทความ นี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อต่อต้านการรับประทานอาหารเสริม แต่อยากให้ พินิจพิจารณากันมากๆก่อนที่จะเชื่ออะไร

ร่างกายคนเราต้องการอาหารให้ครบ เพียง 5 หมู่ ตามที่เราทราบมาตั้งแต่ยังเด็ก คือ อาหารพวกแป้ง น้ำตาล , โปรตีน, ไขมัน, น้ำสะอาด, เกลือแร่ และวิตามินที่จำเป็น ถ้าเราได้รับสิ่งเหล่านี้ครบถ้วนจากอาหารประจำวันแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นแม้แต่น้อย ที่จะซื้อหาอาหารเสริมมารับประทาน

ในทางวิทยาศาสตร์นั้น การที่จะบอกว่าสิ่งใดดีหรือให้ประโยชน์แก่ร่างกายจะต้องผ่านขบวนการตรวจสอบ ดังนี้

ขั้นแรก ต้องมีข้อมูลว่าสารหรืออาหารนั้นน่าจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น พบว่าคน Eskimo รับประทานปลามาก เกิดโรคหัวใจน้อย ดังนั้นน้ำมันปลา (fish oil) อาจช่วยในลดการเป็นโรคหัวใจ หรือ พบว่าวิตามิน E สามารถกำจัดสารที่เรียกว่า Oxygen free radical ซึ่งเป็นสาเหตุของความชรา และ เกี่ยวข้องกับโรคต่างๆ จึงมีผู้ศึกษากันมาก

ขั้นต่อไป  คือ การศึกษาในสัตว์ทดลอง ว่าได้ผลดังกล่าวจริงหรือไม่ หากได้ผลจริงแล้วขนาดของยา หรือ ปริมาณอาหารเสริม นั้นควร เป็นเท่าไร มีพิษหรือไม่ แม้ผลตรงนี้จะออกมาดี แต่ก็ยังมีข้อจำกัด เพราะมนุษย์ไม่ใช่หนู ไม่ใช่กระต่าย ดังนั้นผลในสัตว์ ทดลองอาจ ไม่เหมือนกับการทดลองในคน

ต่อมาคือการศึกษาในคน ซึ่งมีขั้นตอนต่างๆมากมาย ตั้งแต่การทดสอบความเป็นพิษ การหาขนาดที่เหมาะสม และสุดท้าย คือ การทดลองว่าสารนั้นๆ ได้ประโยชน์ต่อร่างกายตามที่คาดหรือไม่ ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด และเป็นขั้นตอนสุดท้าย เป็นขั้นตอน ที่ผู้วิจัย หรือ บริษัทที่สนับสนุนงานวิจัย ต่างก็อยากให้ผลการวิจัยออกมาดี คือ อยากให้สารหรืออาหารเสริมที่ศึกษาได้ประโยชน์ เพื่อจะได้ มีชื่อเสียงและขายผลิตภัณฑ์ไดขั้นตอนที่จึงอาจจะมี “อคติ” ในการวิจัย วิธีการแก้ไข หรือ ลด ความอคติใน การทำวิจัย คือ ต้องมีการศึกษาเปรียบเทียบสารนั้นกับสารหรือยาหลอก (เรียกว่า placebo) โดยที่ผู้ที่ทำการวิจัย และ ผู้ที่ถูก ทดลองยาหรือสาร อาหารนั้นๆต้องไม่ทราบว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มใด กลุ่มที่ได้รับยาหรือสารนั้นจริงๆ หรือ กลุ่มยาหลอก จากนั้น เมื่อเสร็จแล้วจึงมีการเปิด code ดูว่าใครได้อะไร แล้วอาศัยสถิติเปรียบเทียบดูว่า การที่ได้รับสารนั้นดีกว่าการได้รับ placebo หรือไม่ ถ้าผลออกมา ว่าดีกว่า จึงมีข้อมูลน่าเชื่อได้ว่าสารนั้นดีจริง (การศึกษาแบบนี้เรียก double blind placebo control study) และที่สำคัญคือ ต้องมี การทดลอง วิจัย ซ้ำโดยกลุ่มอื่นๆ แล้วได้ผลยืนยันเช่นเดียวกัน จึงจะน่าเชื่อถือ

ตามความเป็นจริงแล้วอาหารเสริมต่างๆน้อยชนิดมากที่จะผ่านมาถึงการศึกษาขั้นนี้ แม้แต่ยาหลายๆชนิดที่เราใช้อยู่ก็ตาม ทำไม เพราะการศึกษาเหล่านี้ ต้องอาศัยเวลานาน เงินทุนสูง ผู้คนจำนวนมากในการศึกษา และที่สำคัญที่สุดคือ การวัดผลทำได้ลำบาก เช่นวัดว่ากลุ่มนี้สุขภาพดีกว่า ฉลาดกว่า สมองพัฒนาเร็วกว่า เป็นต้น เหล่านี้ทดสอบ ยากทั้งสิ้น

อาหารเสริมบางชนิด (ขอเน้นว่าน้อยมาก) ที่ผ่านการศึกษามาถึงตรงนี้ ที่เห็นโฆษณากันเป็นล่ำเป็นสัน ก็เป็นของ ซุปไก่สกัด ยี่ห้อหนึ่ง ผลการวิจัยบอก เพียงว่าการรับประทานซุปไก่สกัดยี่ห้อนี้อาจช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานได้ดีขึ้น และช่วยให้การดูดซึม เหล็กดีขึ้น แต่การนำไปโฆษณากลับออกไปอีกทาง เป็นการขยายข้อมูลที่มีอยู่ไปมากเกินขอบเขตที่เป็นจริง ล่าสุดมีการโฆษณา ทางสื่อต่างๆโดยนักวิชาการไทย ว่าการดื่มซุปไก่สกัด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของคลื่นสมอง คลื่นแอลฟ่า มากขึ้น แต่ผู้รายงาน รวมทั้งนักวิชาการ(ขายตัว) กลับ โฆษณาเกินกว่าความเป็นจริงว่า ทำให้ความจำและสมาธิดีขึ้น ทั้งๆที่ไม่ได้ มีการพิสูจน์โดย ปราศจากอคติทางการวิจัยเลยว่า ความจำและสมาธิดีขึ้นจริงตามที่อ้าง การทดสอบความจำและสมาธิเป็นเรื่องยากมาก ไม่มี เครื่องวัดชัดเจน แต่ถูกแอบอ้างอย่างน่าเกลียดจากนักวิชาการไทย ผมรู้สึกสลดใจกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยมาก 

หากจะถามว่าซุปไก่สกัด มีคุณค่าทางโภชนาการไหม คำตอบคือมีแน่ แต่ไม่ได้มากกว่าไข่ไก่ 1 ฟองเท่าไรนัก  ถ้าถามว่า ถ้าเรารับประทานอาหาร ครบทุกหมวดหมู่แล้ว การรับประทาน ซุปไก่สกัดจะช่วยให้เราดีขึ้นกว่านี้อีกไหม คำตอบคือไม่ ในเรื่อง ของเหล็กก็เช่นกัน เราได้รับอยู่แล้วจากการ รับประทานอาหาร ซึ่งถ้าไม่พอก็สามารถรับประทานยาบำรุงที่มีเหล็กอยู่ด้วย (ราคา ถูกกว่าซุปไก่สกัดอย่างมาก) การโฆษณาทำให้หลายคนเชื่อว่า รับประทานแล้วฉลาด บำรุงสมอง บำรุงร่างกาย อาศัย presenter ที่เป็นนักเรียน นักศึกษา นักกีฬา ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้มีการศึกษาเลยว่า คนที่รับประทานซุปไก่สกัดเป็น ประจำจะ ฉลาดกว่า สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ดีกว่า (ผมว่าคนที่ฉลาดกว่า จะไม่เชื่อโฆษณา) นี่เป็นเพียงตัวอย่างอาหารเสริม ที่มีการวิจัย ในคน แต่โฆษณามากกว่าความเป็นจริง โดยอาศัยช่องว่างของ กฎหมาย ยังมีอาหารเสริมอีกมากมายที่ไม่ได้มีการ วิจัยเช่นนี้ แต่โฆษณากันอย่างมาก คราวนี้ก็ขึ้นกับตัวเราเองว่าจะเชื่อหรือไม่

สุดท้ายผมมีข้อแนะนำบางประการเกี่ยวกับอาหารเสริมสุขภาพ

อย่าเชื่อสื่อต่างๆมาก ไม่ว่าจะเป็นทางโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ หรือ แม้แต่ Internet

ถ้าเขาว่ามีข้อมูลหรือการศึกษาต่างๆ ลองมาดูให้ดีว่าการศึกษานั้นๆ จัดเป็นการศึกษาที่ดี มีการวัดผลอย่างถูกต้องไหม ปราศจากอคติหรือไม่ เช่น ถ้าบอกว่ารับประทาน Lecithin แล้วลดไขมัน Cholesterol ข้อมูลแค่นี้ไม่พอ ต้องดูว่า ที่ว่าลดนั้น เขาทำการศึกษาอย่างไร มีกลุ่มควบคุมไหม ลดได้มากแค่ไหน ลดลงมากพอที่จะเกิดประโยชน์หรือไม่ เป็นต้น

ถ้าเรารับประทานอาหารครบ ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับอาหารเสริม ยกเว้น เมื่อร่างกายต้องการสารบางชนิดเพิ่มขึ้น เช่น หญิงตั้งครรภ์ ต้องการธาตุเหล็กมากขึ้น หรือ ผู้สูงอายุต้องการแคลเซียมมากขึ้น (เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทาง ฮอร์โมน ทำให้ร่างกายสูญเสีย แคลเซียมออกมากขึ้น) ในกรณีที่ขาดสารนั้นๆ ผมขอแนะนำให้รับประทานสารนั้นๆ โดยตรง จะได้ปริมาณสารที่แน่นอนกว่า เช่น ต้องการแคลเซียม ก็รับประทานแคลเซียมเม็ด ไม่ใช่รับประทานนม ที่แม้แต่พร่องมันเนย ก็จะได้ไขมันแถมด้วย ซึ่งเกินความจำเป็น ราคาก็ถูกกว่า

ไม่รับประทานอาหารเสริมสุขภาพที่มีคุณสมบัติมากมาย เช่น บำรุงสมอง บำรุงประสาท บำรุงไต บำรุงหัวใจ รักษา โรคมะเร็ง ชะลอความแก่ เสริมสมรรถภาพทางเพศ ไม่มีสารอะไรที่ดีขนาดนั้นหรอกครับ

หากท่านมีข้อสงสัยหรือมีข้อมูลเรื่องอาหารเสริม เล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

home_sm_blk.gif (1765 bytes)
ถามคำถามโรคหัวใจ  questionmark.gif (3358 bytes)

Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)

เรียบเรียงโดย นพ.ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา อายุรแพทย์โรคหัวใจ อยากรู้เรื่องอะไร ขอให้บอก WebMaster
แนะนำเว็บ    รู้จักหัวใจ   อาการ   การตรวจ   การรักษา    ยาหัวใจ    บทความ    Links    ศูนย์หัวใจ


Thai.to Banner Exchange