การตรวจพิเศษเกี่ยวกับโรคหัวใจ

การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง
( Echocardiography )


ด้วยหลักการสะท้อนกลับของคลื่นเสียงความถี่สูง ซึ่งจะส่งผ่านผนังทรวงอกไปถึงหัวใจโดยหัวตรวจชนิดพิเศษ เมื่อคลื่นเสียงความถี่สูง ผ่านอวัยวะต่างๆจะเกิดสัญญาณสะท้อนกลับ ซึ่งแตกต่างกันระหว่างน้ำ เนื่อเยื่อ คอมพิวเตอร์จะนำเอาสัญญาณเหล่านี้มาสร้างภาพ ดังนั้น ภาพที่เห็นก็คือหัวใจของผู้ป่วย   Echocardiogram จึงช่วยให้ แพทย์สามารถวินิจฉัยโรค พยากรณ์โรค ตรวจหาความรุนแรง ติดตามผลการรักษา ในโรคหัวใจและ หลอดเลือดได้อย่างมี ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคหัวใจแต่กำเนิด โรคลิ้นหัวใจพิการ   โรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการ   โรคของเยื่อหุ้มหัวใจ แต่อย่างไรก็ตามวิธีนี้จะไม่เห็นหลอดเลือดหัวใจโดยตรง และ อาจได้ภาพ ไม่ชัดเจนในผู้ป่วยที่อ้วนหรือผอมมาก หรือ มีถุงลมโป่งพอง เนื่องจากไขมันและอากาศขัดขวางคลื่นเสียงความถี่สูง

การตรวจ Echo นิยมทำ 2 วิธีคือ
1. ตรวจโดยการใช้หัวตรวจ ตรวจบริเวณผนังทรวงอกด้านนอก (Tran Thoracic Echocardiogram) เป็นการตรวจที่นิยม ทำกันทั่วไป วิธีการค่อนข้างง่าย ไม่เจ็บตัว ไม่มีอันตรายใดๆ   เมื่อตรวจเสร็จเรียบร้อย ท่านจะสามารถทราบผลการตรวจได้ทันที
2. ตรวจโดยการใช้หัวตรวจ สอดผ่านช่องปาก เข้าไปอยู่ในหลอดอาหาร ซึ่งเป็นตำแหน่งด้านหลังของหัวใจโดยตรง (Tran Esophageal Echocardiogram)  การตรวจวิธีนี้ สามารถตรวจโครงสร้างของหัวใจ และ หลอดเลือดที่อยู่ด้านหลังหัวใจ เช่น หัวใจห้องซ้ายบน ลิ้นหัวใจ ผนังกั้นห้องหัวใจ ได้ชัดเจนกว่าวิธีแรก วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยบางราย เช่น  ผนังหน้าอก หนามาก (อ้วน) เป็นต้น แต่การตรวจวิธีนี้ไม่ได้ใช้ทดแทนการตรวจวิธีแรก จะทำเฉพาะในรายที่มีข้อบ่งชี้เท่านั้น เนื่องจากอาจมีอันตรายต่อหลอด อาหารได้ แต่ก็พบน้อยมาก น้อยกว่าร้อยละ 0.5
การเตรียมตัวก่อนตรวจ
สำหรับการตรวจวิธีที่ 1 ไม่ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าแต่ประการใด
การตรวจวิธีที่ 2 ต้องเตรียมดังนี้
            ผู้รับการตรวจจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้งดน้ำงดอาหาร 4 - 6 ชม. ก่อนตรวจ
            ผู้รับการตรวจต้องไม่มีประวัติแพ้ยาและประวัติกลืนลำบาก
            ในวันตรวจหากผู้รับการตรวจมีฟันปลอม ควรถอดเก็บไว้ก่อน
            ผู้รับการตรวจทุกรายต้องลงชื่อในใบยินยอม ก่อนการตรวจทุกครั้ง
การตรวจ Echo สามารถทำได้ในผู้ป่วยทุกเพศ วัย แม้กระทั่งสตรีมีครรภ์ โดยจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆทั้งสิ้น ทั้งนี้เนื่องจาก ไม่ได้มีการ ใช้รังสีเข้ามาเกี่ยวข้องแต่เป็นการใช้ประโยชน์จากคลื่นเสียงเท่านั้น

การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย
( Exercise Stress Test )


จุดประสงค์ของการทดสอบ
มุ่งเน้นการตรวจหาภาวะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบหรือขาดเลือดเป็นสำคัญ หรือ อาจใช้ตรวจหาการเต้น ผิดจังหวะที่เกิดร่วม กับการออกกำลังกายอีกด้วย การทดสอบชนิดนี้ใช้ในการวินิจฉัยแยกโรคในผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บแน่น หน้าอกได้เป็นอย่างดี หลักการ คือ ให้ผู้ป่วย(หรือผู้ที่ต้องการตรวจ)ออกกำลังกายโดยการเดินบนสายพานที่เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ (บางแห่งอาจให้ปั่นจักรยานแทน) เมื่อออกกำลังกายหัวใจจะเต้นเร็วขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับเลือดมาเลี้ยงมากขึ้นด้วย หากมีหลอดเลือดหัวใจตีบ เลือดจะไม่สามารถ เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอ จะเกิดอาการแน่นหน้าอก และ มีการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจให้เห็น การทดสอบนี้ยังช่วย บอกแพทย์ด้วยว่าผู้ป่วยเหนื่อยง่ายกว่าคนปกติหรือไม่ และ ใช้ในการติดตามผู้ป่วยภายหลังได้รับการรักษา ไม่ว่าจะด้วยยา หรือ การขยายหลอดเลือด หรือ การผ่าตัด
วิธีการทดสอบ
โดยการให้ผู้รับการทดสอบเดินบนสายพาน ต่อขั้วและสายนำไฟฟ้าบริเวณหน้าอก 10 สาย เข้ากับเครื่อง Computer ในขณะที่ เดินอยู่ เครื่อง Computer จะบันทึกและแสดงลักษณะของคลื่นนำไฟฟ้าภายในหัวใจพร้อมทั้งความดันโลหิต ตลอดเวลา ในขณะ ทดสอบจะมีการเพิ่มความเร็ว และ ความชัน ของเครื่องเป็นระยะๆตามโปรแกรมที่จะเลือกให้เหมาะสมกับสภาพของผู้ทดสอบ โดยเฉพาะเป็นรายๆไป เมื่อเสร็จสิ้นการทดสอบ ผู้ทดสอบสามารถทราบผลการทดสอบจากแพทย์ ซึ่งจะเฝ้าสังเกตอาการอยู่ ด้วยตลอดการทดสอบได้ทันที
การเตรียมตัวก่อนการทดสอบ
1. ควรงดการรับประทานมื้อหนักๆ หรือ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ประมาณ 2 - 4 ชม. ก่อนการทดสอบอนุญาตให้รับประทาน อาหารอ่อนๆเช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือน้ำผลไม้ได้
2. ควรสอบถามแพทย์ถึงยาที่รับประทานอยู่เป็นประจำว่าควรหยุดก่อนการทดสอบหรือไม่ เช่น ยา รักษาโรคหัวใจ ยารักษา ความดันโลหิตสูง หรือยา ขับปัสสาวะ เป็นต้น ยาบางชนิดอาจจำเป็นต้องหยุดก่อนตรวจล่วงหน้า
3. ควรสวมเสื้อผ้าที่เหมาะสมต่อการทดสอบ เสื้อควรเป็นเสื้อที่มีกระดุมเปิดด้านหน้า เพื่อสะดวกในการเตรียมต่อขั้ว และสายนำ ไฟฟ้า ถ้าเป็นรองเท้า ผ้าใบจะช่วยให้การเดินทดสอบสะดวกยิ่งขึ้น
4. ผู้ทดสอบทุกราย จะต้องลงชื่อในใบยินยอมเพื่อรับการทดสอบ ก่อนการทดสอบทุกครั้ง
บุคคลที่ไม่เหมาะต่อการทดสอบชนิดนี้
ผู้ที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม หรือมีปัญหาปวดเข่า ปวดขาเป็นประจำเนื่องจากปัญหาทางกระดูก ฯลฯ
ผู้ที่กำลังป่วยเป็นไข้ หรือมีร่างกายอ่อนเพลีย เพราะจะทำการทดสอบได้ไม่เต็มที่
ผู้ที่กำลังมีปัญหาท้องเสีย ถ่ายเหลวบ่อย หรือกำลังได้รับยาระบาย เพื่อเตรียมการตรวจชนิดอื่นอยู่

การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกายมีความปลอดภัยสูง อย่างไรก็ตามอาจเกิดผลแทรกซ้อนรุนแรง ขึ้นได้แต่พบน้อยมาก


การตรวจวิเคราะห์หัวใจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชม.
( 24 Hours Ambulatory ECG Recording หรือ Holter monitoring )


เป็นการติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง ไว้กับตัวท่าน โดยที่ท่านสามารถกลับไปพักที่บ้าน หรือทำงาน ได้ตามปกติ โดยไม่ต้องเสียเวลานอน พักค้างที่โรงพยาบาล และเมื่อครบกำหนด 24 ชั่วโมงแล้ว ท่านจึงกลับมา ถอดเครื่อง และรอรับทราบผล การตรวจวิเคราะห์จากแพทย์ได้   การตรวจวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่อาจจะมีปัญหาใจสั่นผิดปกติเป็นครั้งคราว หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม อยู่เสมอ เวียนศีรษะ ใจเต้นแรงผิดปกติเป็นประจำ แต่บางครั้งขณะ มาพบแพทย์อาการดังกล่าวก็ไม่ปรากฎ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ณ เวลาที่ไม่มีอาการ ( ECG ) ก็ปกติ ทำให้ไม่ทราบว่าอาการใจสั่นเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่
วิธีการตรวจ
ท่านจะได้รับการติดขั้วและสายนำบริเวณผนังทรวงอกด้านหน้า 5 จุด สายเหล่านี้จะถูกนำไปต่อเข้ากับเครื่องบันทึก ขนาดเล็ก ( ประมาณซาวน์อเบ๊าท์ ) จากนั้นท่านจะได้รับการแนะนำการปฏิบัติตัวและการใช้เครื่องขณะที่กำลังบันทึกอยู่ ซึ่งวิธีการต่างๆจะไม่ ยุ่งยากซับซ้อนแต่ประการใด และเมื่อครบ 24 ชั่วโมง ท่านจะต้องนำบัตรบันทึกอาการต่างๆ กลับมาให้เจ้าหน้าที่และรับการถอด เครื่อง เพื่อให้แพทย์ได้วิเคราะห์ผลการตรวจ แจ้งให้ท่านทราบต่อไป
ข้อห้ามบางประการขณะติดเครื่องบันทึก
1. ห้ามอาบน้ำ ว่ายน้ำ หรือทำให้เครื่องและบริเวณที่ติดสายและขั้วต่อเปียก
2. ห้ามทำเครื่องตก ( เครื่องจะใส่กระเปําและเข็มขัดไว้ให้ท่านอย่างเรียบร้อย )
3. ห้ามออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวของแขนมาก


การตรวจหัวใจและหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจด้วยการสวนหัวใจและฉีดสี
( Cardiac Catheterization and Angiogram )


การตรวจสวนหัวใจหรือการฉีดสี หมายถึงการใช้สายสวนขนาดเล็ก ( โดยทั่วไป เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 มม. ) ใส่เข้าไปตาม หลอดเลือดแดง อาจจะใส่จากบริเวณขาหนีบ ( ซึ่งนิยมมากที่สุด ) ข้อพับแขนหรือข้อมือ ไปจนถึง จุดที่เป็นรูเปิดของหลอดเลือด ที่ไปเลี้ยงหัวใจ ( หรือที่รู้จักกันว่าหลอด เลือดโคโรนารี่ ) ทั้งซ้ายและขวา ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวมักจะอยู่ก่อนถึงหัวใจเล็กน้อย จากนั้น แพทย์จะใช้สารละลายทึบรังสีเอ็กซเรย์ ( หรือ "สี" ) ฉีดเข้า ทางสายสวนนั้นไปที่หลอดเลือดโคโรนารี่ เพื่อตรวจสอบดูว่า มีการตีบแคบ หรือตันของหลอดเลือดอันสำคัญนั้นหรือไม่ ถ้ามีการตีบแคบหรือตัน การฉีดสี ก็จะสามารถให้รายละเอียดได้ชัดเจนอีกว่า เป็น ณ บริเวณใดของหลอดเลือด เป็นมากหรือน้อยประการใด ทั้งนี้นอกจากจะช่วยในการวินิจฉัย โรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ อย่างแม่นยำ แล้ว ยังช่วย ในการตัดสินใจของผู้ป่วยญาติ และแพทย์ อีกด้วยว่าควรจะแก้ไขหรือรักษาด้วยวิธีใด ให้เหมาะสม และเกิดประสิทธิผล แก่ผู้ป่วยอย่างสูงสุด

ปัจจุบันการตรวจสวนหัวใจทำได้ง่ายและสะดวกขึ้น ใช้เวลาพักอยู่ในโรงพยาบาลเพียง 1 วัน และขณะทำก็ไม่มี การใช้ยาสลบ แต่อย่างใด จะใช้ยาชา เฉพาะที่เท่านั้น ขณะตรวจผู้ป่วยจะสามารถมองผ่านทางจอภาพได้ตลอดเวลา และเมื่อการตรวจเสร็จ เรียบร้อย ท่านก็จะทราบผลการตรวจได้ทันที
การเตรียมตัวก่อนตรวจ
1. ท่านจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ ให้งดน้ำงดอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนตรวจ
2. ทุกท่านจะต้องลงชื่อในใบยินยอมก่อนการตรวจสวนหัวใจ
3. หากท่ามีประวัติแพ้ใดๆ เช่น แพ้ยา แพ้อาหารทะเล หรือ มีประวัติเลือดออกแล้วหยุดยาก ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ
4. หากท่านมีประวัติการตรวจอื่นๆที่ยังเก็บไว้เอง เช่น ฟิล์มเอ็กซเรย์ปอดและหัวใจ ผลการตรวจเลือดเร็วๆนี้ ผลการตรวจ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ผลการตรวจ สมรรถภาพของหัวใจด้วยการออกกำลังกาย ( Exercise Stress Test ) หรือผลการตรวจ Echocardiography ควรนำมาให้แพทย์ดูก่อนหรือในวันตรวจด้วย
5. อื่นๆตามคำแนะนำของแพทย์
ผลแทรกซ้อนจากการตรวจ
มีผลแทรกซ้อนที่เกิดจากการสวนหัวใจและฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจอยู่บ้าง ผลแทรกซ้อนที่ไม่รุนแรง (พบได้น้อยกว่าร้อยละ 5) เช่น ผลต่อหลอดเลือดที่ขา(ตำแหน่งที่แทงเข็ม) เลือดออก แพ้"สี"แบบไม่รุนแรง เป็นต้น หรือ ผลแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น อัมพาต แพ้"สี"รุนแรง หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง เสียชีวิต อย่างไรก็ตามผลแทรกซ้อนที่รุนแรงเหล่านี้พบน้อยมาก น้อยกว่าร้อยละ 1 ทำให้เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดี กับ ข้อเสียแล้ว ผู้ป่วยจำนวนมากจะได้ประโยชน์จากการสวนหัวใจและฉีดสีดูหลอดเลือด



การขยายหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจด้วยบอลลูน
( PTCA หรือ Percutaneous Transluminal Coronary Angioplasty )


ก่อนหน้านี้การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจที่ตีบแคบหรือโรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี่ ซึ่งโดยทั่วไปพบว่ามักจะเกิดจาก การอุดตัน ของไขมันนั้น มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่ค่อนข้างได้ผล นั่นคือ การผ่าตัดหัวใจ หรือการตัดต่อทำทางเดินของ หลอดเลือดใหม่ หรือ ที่เรามักจะได้ยินว่า การทำ CABG หรือการทำ "Bypass" นั่นเอง แต่ปัจจุบันวงการแพทย์ค้นพบวิธีการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด   ซึ่งสามารถรักษาแก้ไขภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบอย่างได้ผล และ ช่วยชลอ หรือไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้วิธีผ่าตัดอีกต่อไป วิธีนี้เรียกว่าการทำ PTCA หรือ " การขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ด้วยสายสวนพิเศษชนิดบอลลูน "
P = Percutaneous หมายถึง การรักษาที่ใช้วิธีแทงเข็มเล็กๆผ่านผิวหนัง ( ไม่ใช่การผ่าตัด ) ซึ่งอาจจะเป็นขาหนีบหรือแขน แล้วใส่สายสวนหัวใจเข้าไปฉีด สารละลายทึบรังสีเอ็กซเรย์ ตรวจวิเคราะห์ดูสภาพของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจ
T = Transluminal หมายถึง การรักษาที่ถูกกระทำภายในท่อ ( หลอดเลือด ) ของเส้นเลือดแดงที่เกิดโรค
C = Coronary หมายถึง การรักษานี้เป็นการกระทำสำหรับเส้นเลือดโคโรนารี่
A = Angioplasty หมายถึง การรักษาโดยใช้สายสวนที่มีลูกโป่ง ( Balloon ) เล็กๆอยู่บริเวณส่วนปลายของสายสวน แพทย์จะพยายามใส่สายสวนนี้เข้าไป ให้ถึงบริเวณหลอดเลือดที่ตีบแคบ (โดยมีลวดนำ )จากนั้นจะใส่ลมเข้าไปให้ ลูกโป่งนั้นพองออก ตรงตำแหน่งของหลอดเลือดที่ตีบแคบพอดี แรงกด ของลูกโป่งจะดัน ผนังของหลอดเลือดที่ตีบแคบ ให้ขยายออก ทำให้เลือดที่มี ออกซิเจนไหลผ่าน หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้มากขึ้น อาการเจ็บจุก หรือแน่น หน้าอกก็จะหายไป

การรักษาด้วยวิธีนี้จะกระทำภายในห้องปฏิบัติการตรวจสวนหัวใจที่มีเครื่องมือและอุปกรณ์พิเศษโดยเฉพาะ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ความสำเร็จในการขยายหลอดเลือดมากกว่าร้อยละ 90 หลังการรักษาท่าน จะได้รับคำแนะนำให้พักในโรงพยาบาลเพียง 1 - 2 วัน เท่านั้น ก็จะสามารถกลับบ้านได้ การขยายหลอดเลือด ด้วยบอลลูนนี้มีเสี่ยง(ต่อการเสียชีวิต)บ้าง แต่อย่างไรก็ตามอัตราเสี่ยงน้อย กว่าร้อยละ 2 (น้อยกว่าการที่ไม่รักษา) ผลแทรกซ้อนที่พบบ่อย (ประมาณร้อยละ 5) คือ เลือดออก หรือ อันตรายต่อหลอดเลือดที่ขา (ตำแหน่งที่แทงเข็ม) ซึ่งสามารถแก้ไขได้

หากท่านได้รับคำแนะนำจากแพทย์ถึงการรักษาชนิดนี้ ท่านจะได้รับคำแนะนำการเตียมตัวล่วงหน้าจากแพทย์ของท่าน โดยละเอียด เช่น ท่านต้อง งดน้ำงดอาหาร อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนตรวจ เป็นต้น

สิ่งที่ท่านควรทราบอีกประการหนึ่ง คือ การรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ ไม่ว่าจะด้วยยา การขยายหลอดเลือด หรือ การผ่าตัด ไม่ได้ช่วยให้ท่าน "หายขาด" จากโรค เพียงแต่ช่วยลดอาการเจ็บแน่นหน้าอก ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ในบางรายช่วยลดอัตราตายในระยะยาวลง


การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจชนิดถาวร
( Permanent Cardiac Pacemaker )


หัวใจเราทำงานบีบตัวได้เพราะมีกลุ่มเซลล์ที่สร้างกระแสไฟฟ้าเป็นจังหวะ 60 - 100 ครั้งต่อนาที และกระแสไฟฟ้าจะเดินทางไป ตามเซลล์ของกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เกิดการบีบตัวเอาเลือดออกไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย หากเกิดความผิดปกติขึ้นที่กลุ่ม เซลล์เหล่านี้ หรือมีความผิดปกติของการส่งกระแสไฟฟ้า หัวใจ ของเราก็จะเต้นผิดปกติ คือ อาจจะเร็วขึ้นหรือช้าลงได้ โดยเฉพาะ คนที่อายุมากๆ หากมีอัตราการเต้นของหัวใจช้า เพียง 30 - 40 ครั้งต่อนาที หรือมีภาวะหัวใจ เต้นๆ หยุดๆ ซึ่งถ้าหยุดนานเกินกว่า 2.5 วินาที จะมีอาการวูบๆ หน้ามืด หรือ หมดสติได้ อาการเหล่านี้ จะตรวจพบได้ จากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ จากการบันทึก คลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง

นับเป็นความก้าวหน้าในวงการแพทย์อย่างยิ่งที่ในปัจจุบันนี้ สามารถคิดค้นวิธีการและเครื่องมือสำหรับการรักษาความผิดปกติของ หัวใจชนิดต่างๆได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึง ภาวะหัวใจเต้นช้าอย่างผิดปกติด้วย หากเกิดอาการดังกล่าว แพทย์จะแนะนำให้ ท่านได้รับการใส่ เครื่องกระตุ้นหัวใจชนิดถาวร หรือ   " Permanent Cardiac Pacemaker "

เครื่องกระตุ้นหัวใจคืออะไร
เป็นเครื่องมือขนาดเล็กๆ กว้างยาวประมาณ 4 - 5 เซนติเมตร หนาประมาณ 1/2 เซนติเมตร ภายในจะประกอบด้วย
1. ส่วนรับรู้การเต้นของหัวใจ
2. ส่วนส่งพลังงานไฟฟ้าไปกระตุ้นหัวใจ เมื่อพบว่าหัวใจเต้นช้ากว่าความต้องการของร่างกาย
3. ส่วนแบตเตอรี่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักให้พลังงานได้ 5 - 10 ปี แล้วแต่ปริมาณการใช้งาน
วิธีการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ
อาจจะทำได้ทั้งที่ห้องผ่าตัดหรือห้องสวนหัวใจ ที่มีเครื่องเอ็กซเรย์พิเศษ ( Fluoroscope )เพราะเป็นการผ่าตัดเล็ก ไม่ต้องดมยาสลบ ใช้เพียงยาชาเฉพาะที่ เท่านั้น มักใส่สายเข้าทางหลอดเลือดดำบริเวณใต้กระดูกไหปลาร้า ฝั่งของแขนข้างที่ไม่ถนัด เช่น แขนซ้าย เป็นต้น ส่วนเครื่องก็ฝังไว้ใต้ชั้นไขมันฝั่งเดียวกัน หลังใส่เครื่องเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะแนะนำไม่ให้ท่านขยับแขนด้านนั้นมาก ไม่ยก สูง ประมาณ 24 ชั่วโมง จากนั้นก็กลับบ้านได้ โดยต้องดูแลแผลให้แห้งดี อย่างน้อย 1 สัปดาห์
วิธีการเตรียมตัวก่อนใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ
แพทย์จะแนะนำให้ท่าน งดน้ำงดอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนทำ
การปฏิบัติตัวหลังใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ
1. ควรมาพบแพทย์เป็นระยะๆ โดยเฉพาะ 3 เดือนแรกหลังใส่เครื่อง เพราะจะได้รับการตรวจเช็ค เครื่องอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ มีการปรับพลังงานและ โปรแกรมของเครื่องให้เหมาะสม เพื่อ เป็นการยืดอายุของแบตเตอรี่อีกทางหนึ่งด้วย
2. เมื่อจะเดินทางผ่านเครื่องตรวจจับโลหะในสนามบิน ต้องแสดงบัตรประจำตัวผู้ใส่เครื่องกระตุ้น หัวใจ ซึ่งทางบริษัทผู้ผลิตจะออก ให้ท่านไว้แล้ว เพื่อจะได้ไม่ เป็นการยุ่งยากในการตรวจค้น
3. หากท่านใช้โทรศัพท์มือถือรุ่น Digital ควรถือด้านที่ไม่ได้ใส่เครื่อง หรือถือให้ห่างจากตัวเรื่องประมาณ 6 นิ้ว ทั้งนี้เพื่อป้องกัน การรบกวนการทำงาน ของเครื่อง ซึ่งอาจจะเกิดได้บ้าง
4. ไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องตรวจสมองแบบ MRI เพราะเครื่องจะถูกแรงแม่เหล็กเหนี่ยวนำ ทำให้เสียหายได้
5. หากจะมีการผ่าตัด ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบเสมอ รวมทั้งการฉายแสง รักษามะเร็งด้วย
6. อื่นๆตามคำแนะนำของแพทย์



การจี้ทำลายวงจรไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติให้หายขาดด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง
( Radio Frequency Ablation )


เป็นการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะแนวใหม่โดยใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง เข้าไปทำลายวงจรไฟฟ้าที่ผิดปกติภายในหัวใจ ซึ่งเชื่อว่า เป็นสาเหตุ ทำให้เกิดการเต้นผิดจังหวะของหัวใจได้ การรักษาโดยวิธีนี้ใชัหลักการเดียวกันกับการสวนหัวใจ และกำลังเป็นที่นิยม ได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธี ที่ได้ผลสูงและปลอดภัย ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้แล้ว บางรายไม่ต้องรับประทานยารักษาอาการ หัวใจเต้นผิดจังหวะอีกเลยตลอดชีวิต

อาการสำคัญคือ ใจสั่นโดยไม่ทราบสาเหตุ อยู่ดีๆหัวใจก็เต้นเร็วผิดจังหวะขึ้นอย่างกระทันหัน ทำให้มีอาการเหนื่อยมาก บางครั้ง เหนื่อยเพลียมาก จนทำ อะไรไม่ได้ต้องนอนพัก บางรายรู้สึกหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม คล้ายใกล้จะเสียชีวิต บางรายจะสามารถสังเกต เห็นหัวใจของตนเองเต้นเร็วอยู่ที่หน้าอก หรือ หน้าอกกระเพื่อมให้เห็นอย่างชัดเจน อาการเหล่านี้ หากเกิดบ่อยๆ และหรืออาจจะมี อาการอื่นๆร่วมด้วย ท่านควรรีบมาพบแพทย์ทันที
การเตรียมตัว
คล้ายกับการเตรียมตัวสวนหัวใจ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้แนะนำรายละเอียดแก่ท่านอีกครั้งหนึ่ง โดยทั่วไปแล้ว ท่านควรงดน้ำงดอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ก่อนการทำ
ลักษณะของการทำ RF - Ablation
1 จะทำในห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ ขณะทำต้องมีกล้องเอ็กซเรย์พิเศษ ( Fluoroscope ) ดูภาพตลอดการทำไม่มีการดมยาสลบ จะใช้ยาชาเฉพาะที่เท่านั้น
2 การเข้าไปตรวจเช็คระบบวงจรไฟฟ้าในหัวใจ ตลอดจนการจี้ทำลายวงจรที่ผิดปกติ จะใช้สายสวนชนิดพิเศษ ซึ่งมีขนาดเล็ก เข้าทางหลอดเลือดดำ ที่ขาหนีบทั้ง 2 ข้าง คล้ายการสวนหัวใจทั่วไป
3 การรักษาจะใช้เวลาประมาณ 3 - 5 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะรู้สึกตัว และพูดคุยกับแพทย์ได้ตลอดเวลา
4 ผลแทรกซ้อนที่อาจจะเกิด จากการรักษาด้วยวิธีนี้ มีน้อยมากเพียง ร้อยละ 2 - 3 เท่านั้น และเป็น ผลแทรกซ้อนที่สามารถแก้ไขได้ หลังการตรวจรักษาด้วยวิธีนี้ หากไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ท่านจะอยู่โรงพยาบาลต่ออีก 1 - 2 วัน ก็สามารถกลับบ้านได้
 


การทดสอบภาวะการเป็นลมหมดสติโดยการปรับระดับเตียง
( Tilt Table Test )


เป็นการตรวจพิเศษที่ใช้ทดสอบในกลุ่มผู้ป่วย ที่มีอาการเป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุ เพื่อหาทางแก้ไขหรือรักษาให้ถูกต้องต่อไป เนื่องจากอาการเป็นลมหมดสติ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งอาจจะมาจากปัญหาทางด้านสมอง หรือ หัวใจก็ได้
คำจำกัดความของ " อาการเป็นลม , หมดสติ "
คือ การไม่รู้สติสัมปชัญญะอย่างเฉียบพลัน ( โดยทั่วไปมักน้อยกว่า 1 นาที ) อันเป็นผลมาจากสมองเกิดภาวะขาดออกซิเจน โดยไม่มีความผิดปกติทาง ระบบประสาทเฉพาะที่ เช่น โรคลมชัก เป็นต้น แม้ว่าภาวะการเป็นลม จะไม่ค่อยก่อให้เกิดอันตราย ถึงแก่ชีวิต แต่การเกิดซ้ำๆ ก็ก่อให้เกิดความกังวลใจและ อาจทำให้เกิดบาดแผลต่อร่างกาย หรือเกิดอาการผิดปกติทางสมองได้
ข้อบ่งชี้ในการทดสอบ
การทดสอบชนิดนี้ เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการเป็นลมบ่อยๆ หรือเป็นลมง่าย เช่น เห็นเลือดแล้วเป็นลม เปลี่ยนท่าแล้วเป็นลม หรือ เสียใจ ดีใจมาก ก็เป็นลม
หลักการทดสอบ
การทดสอบชนิดนี้ทำได้ง่าย เป็นการทดสอบภายนอก ไม่ต้องนอนพักต่อในโรงพยาบาล การทดสอบจะกระทำในห้องที่มีเตียงพิเศษ สามารถปรับระดับองศา ของเตียงได้ ผลการทดสอบ แพทย์จะวิเคราะห์จาก อัตราชีพจร ความดันโลหิต ลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และ อาการของผู้ป่วย ขณะที่ถูกเปลี่ยนระดับเตียง จากนอนราบเป็นประมาณ 70-80 องศา เป็นเวลาประมาณ 15-20 นาที บางครั้งอาจ จำเป็นต้องใช้ยาร่วมด้วย
การเตรียมตัว
แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยทุกราย งดน้ำงดอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ก่อนการทดสอบ เพื่อป้องกันการคลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งอาจจะเกิด ขึ้นได้ในขณะทดสอบ

การตรวจวิเคราะห์ระบบไฟฟ้าหัวใจ
ElectroPhysiologic Study (EPS)

หัวใจประกอบไปด้วยส่วนสำคัญหลายส่วน เช่น หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ เป็นต้น แต่การที่หัวใจจะบีบตัว ได้ตามปกตินั้น จำเป็นต้องมีระบบการนำไฟฟ้าหัวใจที่ปกติด้วย การที่หัวใจเต้นผิดปกติ เร็วหรือช้ากว่าปกติ ใจสั่น เต้นผิดจังหวะ ไม่สม่ำเสมอ หรือ หยุดเต้น ล้วนแต่ เกิดจากความผิดปกติในการนำไฟฟ้าหัวใจทั้งสิ้น บางครั้งการตรวจร่างกายตามปกติ รวมทั้ง การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง ยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้มากพอ แพทย์โรคหัวใจจะแนะนำ ให้ตรวจวิเคราะห์ระบบไฟฟ้าหัวใจโดยละเอียด

วิธีการตรวจ

แพทย์จะใส่สายสวนหัวใจขนาดเล็กเข้าไปยังตำแหน่งต่างๆภายในหัวใจ ผ่านทางหลอดเลือดดำที่ขาหนีบหรือที่ใต้ไหปลาร้า โดยอาจใช้สายสวนหลายสาย ร่วมกัน และใช้เครื่องเอกซ์เรย์ในการเลือกตำแหน่งที่ถูกต้อง ที่ปลายของแต่ละสายจะมีความ สามารถในการบันทึกไฟฟ้าที่เกิดขึ้นภายในหัวใจ ทำให้ทราบ ว่ามีไฟฟ้าลัดวงจรเกิดขึ้นในหัวใจหรือไม่ และยังสามารถปล่อย กระแสไฟฟ้าจำนวนน้อยๆไปกระตุ้นให้เกิดการเต้นผิดจังหวะที่เป็นอยู่ มาปรากฏต่อแพทย์ได้ หากพบว่ามีวงจรที่ผิดปกติ หรือ มีทางลัดเกิดขึ้นในหัวใจ แพทย์อาจใช้คลื่นวิทยุจี้ ทำลายวงจรที่ผิดปกติโดยผ่านทางสายดังกล่าวได้ ซึ่งนับเป็นการตรวจ วิเคราะห์และการรักษาการเต้นผิดจังหวะที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน

การเตรียมตัวก่อนตรวจ

การเตรียมตัวเช่นเดียวกันกับการสวนหัวใจหรือการฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ แต่จำเป็นต้องอาศัยแพทย์โรคหัวใจที่ผ่าน การฝึกอบรมเกี่ยวกับการวิเคราะห์ ระบบไฟฟ้าหัวใจเป็นพิเศษ ผู้รับการตรวจต้องงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เนื่องจาก เป็นการตรวจที่ใช้เวลานาน 1-4 ชั่วโมง (แล้วแต่ความยากง่าย และ มีการจี้ด้วยคลื่นวิทยุหรือไม่) ในบางรายแพทย์อาจให้ยานอนหลับ หรือยาสลบร่วมด้วย แต่โดยทั่วไปผู้ป่วยจะรู้ตัวดีขณะทำการตรวจ อย่างไรก็ตามแม้ว่า การตรวจนี้จะได้ประโยชน์มาก ในการ วินิจฉัยโรค แต่ก็มีผลแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ ตั้งแต่เลือดออกจากบริเวณใส่สายสวน หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง (ที่แก้ไขได้) ลมรั่วจากปอด เป็นต้น อย่างไรก็ตามผลแทรกซ้อนส่วนใหญ่สามารถแก้ไขได้

home_sm_blk.gif (1765 bytes)
ถามคำถามโรคหัวใจ  questionmark.gif (3358 bytes)

Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)

เรียบเรียงโดย นพ.ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา อายุรแพทย์โรคหัวใจ อยากรู้เรื่องอะไร ขอให้บอก WebMaster
แนะนำเว็บ    รู้จักหัวใจ   อาการ   การตรวจ   การรักษา    ยาหัวใจ    บทความ    Links    ศูนย์หัวใจ


Thai.to Banner Exchange